หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2557

ประสบการณ์ นิตยสาร SearchSukh


เป็นความตื่นเต้นที่จะได้มีนิตยสารเล่มแรกเป็นของตัวเอง เมื่อปีที่ยังนั่งชื่นชมผลงานของพี่ๆอยู่เลย ปีนี้ต้องลงมือทำเองแล้ว ทีแรกก็คิดว่าการทำนิตยสารไม่น่ายาก หาข้อมูลทำกราฟฟิคตกแต่งจบ แต่พอได้มาลงมือทำจริงแล้วไม่ง่ายอย่างที่คิด แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าที่จะเรียนรู้ค่ะ 

เริ่ม SearchSukh 




เราเริ่มต้นด้วยการไปดูงานที่เขาผลิตนิตยสารกันจริงๆ ที่บริษัทไทยภิรมย์ สตาร์ค่ะ แล้วก็ได้รับการต้อนรับและให้ความรู้เป็นอย่างดีจากพี่ๆทีมงาน Happy plus ได้รับความรู้มากมายที่จะมาทำนิตยสาร ซึ่งก่อนอื่นเราก็จะต้องคิดธีมของเล่มก่อน มีธีมหลัก ธีมรอง ซึ่งเราก็ได้คิดกันมามากมายหลายธีม จนมาจบที่ธีมความสุข ธีมรองคือความสุขจากการให้ เพราะฉะนั้นนิตยสารเล่มนี้เราจึงโฟกัสไปที่คนที่ชีวิตเขาเป็นผู้ให้  ก็จะเป็นคอลัมน์สัมภาษณ์เป็นส่วนใหญ่ค่ะ

Dummy
เมื่อได้ธีมเสร็จแล้วเราก็มาลง Dummy อันนี้ก็เป็นความรู้ที่ได้รับจากการไปดูงานเช่นกันค่ะ ไม่เช่นนั้น นิตยสารของเราคงวุ่นวายน่าดูถ้าไม่มีเจ้าdummy อ้อลืมบอกไปว่าDummyในที่นี้ไม่ใช่การพนันนะคะ แต่เป็นแบบร่างว่าเราจะเอาคอลัมน์ไหนไว้หน้าไหนค่ะ ก็จะทำให้เราเห็นภาพร่วมกันที่ชัดเจนขึ้นค่ะ วิธีการทำงานของเราคือเราจะวางคอลัมน์หลักไว้เป็นบทสัมภาษณ์ และบทความความสุขจากการให้ค่ะ แล้วเราจะให้ทุกคนเสนอคอลัมน์ที่ตัวเองอยากเขียน แล้วก็มานำเสนอกัน เมื่อผ่านมติของทุกคนก็ไปเขียนมาให้ บก ตรวจ  บก ก็จะบอกว่าผ่าน ไม่ผ่าน ผ่านก็มาทำกราฟฟิคต่อ ไม่ผ่านก็กลับไปแก้ไขค่ะ 


เรียนรู้ระหว่างทาง SearchSukh 

การทำงานนิตยสารไม่ง่ายอย่างที่คิดจริงๆค่ะ โดยเฉพาะคอลัมน์สัมภาษณ์ ที่เราเน้นไปที่ผู้ให้ เนื่องจากคนเหล่านี้เค้าเป็นผู้ให้ก็จะมีอีเว้นท์เยอะมากค่ะ เลยจะไม่ค่อยมีเวลาให้เรามาก อย่างสัมภาษณ์พี่อ้อย ก็มีเวลาไม่มาก แต่สิ่งที่พี่อ้อยให้สัมภาษณ์กลับมาแต่ละคำ คมๆ เด็ด แล้วก็ให้ข้อคิดทั้งนั้นเลยค่ะ

ขอบคุณสิ่งที่เรามีด้วยการให้ แล้วเราจะรู้ว่าการให้เป็นความสุขที่สร้างง่ายที่สุดในโลก
ดีเจอ้อย นภาพร

แล้วก็ยังมีอีกหลายๆคนที่เราได้ไปสัมภาษณ์รวมๆแล้วเกือบสิบคอลัมน์เลยล่ะค่ะ ทำให้ตัวเราเองได้เปิดมุมมองของการให้จากการที่เราได้ไปสัมภาษณ์ด้วยค่ะ ว่าการให้ไม่มีรูปแบบตายตัว ไม่จำเป็นต้องให้เป็นสิ่งของหรือเป็นเงินเสมอไป อย่างที่นนท์บอก "บางคนเขามีทรัพย์สินเงินทอง แต่เขาขาดความรักเราก็ให้เขาได้" หรืออย่างที่พี่อ้อยบอก "พี่เคยคิดเสมอว่าคนที่เป็นหมอเท่านั้นที่จะช่วยคนอื่นได้ พี่ก็ไม่คิดว่างานเล็กๆอย่างดีเจ จะช่วยคนอื่นได้เหมือนกัน แค่เราเปิดเพลงซักเพลงหนึ่งที่เราตั้งใจว่าเพลงนี้จะต้องเป็นประโยชน์ต่อคนฟัง  เพลงนี้จะทำให้คนฟังมีความสุข  เพลงนี้จะสร้างกำลังใจให้กับคนฟัง แค่คิดแค่นี้มันก็ชื่นใจแล้ว พี่เชื่อว่าการให้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา  และเกิดได้ทุกครั้งที่เราต้องการด้วยซ้ำ"


นิตยสารเล่มนี้ทำให้เราได้เรียนรู้มากกว่ากระบวนการทำงาน เราทำนิตยสารความสุข ทำให้เราได้คลุกคลี ได้รับรู้ความคิดของคนที่เขามีความสุขจากการให้ ได้ศึกษาเรื่องราว อ่านหนังสือมากมายเกี่ยวกับความสุข ทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องราวความสุขไปในตัว และทั้งเพื่อนๆทีมงาน และเพื่อนๆกลุ่มอื่นก็ทำให้เรามีความสุขไปด้วย ยิ่งช่วงใกล้ส่ง ที่ทุกคนต่างก็หาฐานทัพของตัวเอง ไฟท์ติ้งกับนิตยสารวันค่ำคืนรุ่ง ก็ได้เห็นความน่ารักของเพื่อนๆ ที่ออกมาคลายเครียดกันบนโลกโซเชียล ความสามัคคี ที่ทุกคนต่างก็อยู่เคียงข้างกันจนเสร็จ คำพูดให้กำลังใจกัน ทั้งเพื่อนในกลุ่มและต่างกลุ่ม ทำให้เราได้เรียนรู้จักกันและกันมากขึ้น เป็นประสบการณ์ดีๆที่ที่น่าจดจำมากค่ะ


"การทำนิตยสารเป็นสิ่งใหม่สำหรับเบียร์ที่ได้เรียนรู้ ไม่ง่ายอย่างที่คิด แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป แค่เราเปิดใจที่จะเรียนรู้ เรียนรู้การทำนิตยสาร เรียนรู้การทำงานเป็นทีม กว่าจะออกมาเป็นนิตยสารหนึ่งเล่ม ต้องทุ่มเท แต่ก็สนุกดี ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เรียนรู้การทำงาน เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำครั้งหนึ่งในชีวิต"

ติดตามนิตยสาร SearchSukh ได้ใน http://issuu.com/danaikhongyoo/docs/searchsukh








วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2557

โฆษณา iPad mini คว้ารางวัล Grand Prix ประเภทสื่อสิ่งพิมพ์ จากเมืองคานส์



โปสเตอร์โฆษณา iPad mini ชุดนี้ เป็นผลงานจากบริษัทโฆษณา TBWA\Media Arts Lab  โปสเตอร์โฆษณาชิ้นนี้คว้ารางวัล Press Lions ซึ่งเป็นรางวัลโมษณาบนสื่อสิ่งพิมพ์จากเทศกาลโฆษณา Cannes Lions ของเมืองคานส์มาได้ ถือว่าเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่ไม่ธรรมดากันเลยทีเดียว ด้วยแนวคิดที่นำเอานิตยสารระดับโลก ที่ใครๆก็รู้จักกันดีอย่างนิตยสาร time Surfer New Yorker และ Wallpaper มาบรรจุลงใน ipad ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงข้อดีของตัว iPad เองที่สามารถนำสื่อสิ่งพิมพ์มาบรรจุไว้ในสื่อดิจิตอลได้ เป็นรูปที่มีการสื่อความหมายได้อย่างมากมายโดยการใช้รูปภาพ คนดูอาจตีความได้ลึกซึ้งเท่าไหร่ก็ได้ บางคนอาจจะคิดว่าเป็นการนำสื่อสิ่งพิมพ์เข้ามาไว้ในไอแพดธรรมดา แต่ในอีกทางนึงเป็นการข่มกันกลายๆว่า ฉันเจ๋งกว่านะที่สามารถนำนายเข้ามาไว้ในนี้ได้ แถมพกพาสะดวกกว่าด้วย ด้วยการนำขนาดของ iPad mini มาเปรียบเทียบกับขนาดของนิตยสาร time ซึ่งนับว่าสื่อสิ่งพิมพ์ชิ้นนี้เป็นสื่อที่สมบูรณ์ในตัวของมันเอง ไม่ต้องใช้ข้อความตัวอักษรอะไรมาก เป็นการใช้ภาพสื่อความหมายล้วนๆ 


เบียร์คิดว่าโปสเตอร์โฆษณาชุดนี้เป็นการเล่นกันในส่วนของความคิดซะมากกว่า เพราะในเรื่องขององค์ประกอบภาพ ส่วนตัวเบียร์เองคิดว่า การจัดวางองค์ประกอบยังไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่ ภาพจะหนักมาทางฝั่ง iPad เข้าใจว่าต้องการเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่าง ระหว่างขนาดของiPadกับนิตยสาร ในส่วนของภาพก็ยังไม่ค่อยดึงดูด คนดูแล้วไม่สามารถเข้าใจได้ทันที ถ้ามองเผินๆอาจจะยังไม่ค่อยมีอะไร ต้องอาศัยการตีความอีกขั้นหนึ่ง  



และในส่วนภาพปกนิตยสาร Time ที่เอามาลงเป็นภาพ pattern เยอะๆ เบียร์ก็ยังไม่เข้าใจว่าเค้าต้องการจะสื่อความหมายว่าอะไรหรือเปล่า หรือถ้าใครรู้ช่วยบอกทีนะคะ เพราะบางทีเราคิดคนเดียวมุมองความคิดก็ยังแคบไป ทำงานพวกนี้ต้องอาศัยจินตนาการเยอะๆค่ะ อีกอย่างโปสเตอร์ที่ไอเดียดีๆอย่างนี้ ทำออกมาทั้งทีจะปล่อยให้รายละเอียดตรงนี้มันผ่านไปเฉยๆก็น่าเสียดาย ถ้าเป็นเบียร์ เบียร์อาจจะทำเป็นปกสตีฟ จอบส์ อะไรประมานนี้ค่ะ เพราะนิตยสารTime ก็ชอบเอาภาพคนดังมาขึ้นปกอยู่แล้ว และอีกอย่างสตีฟ จอบส์เป็นผู้พลิกวงการคอมพิวเตอร์ เพราะคิดว่าจะช่วยสื่อความหมายได้ดีกว่า และทำให้โปสเตอร์ดูมีอะไร ถึงแม้ว่าการออกแบบจะยังไม่ค่อยโดนใจเท่าไหร่ แต่ไอเดียในการคิดนี่เบียร์ให้ไปเลยเต็มร้อยค่ะ ^^

ที่มาhttp://www.brandbuffet.in.th/2013/06/ipad-mini-press-lions-grandprix/